
ตามที่สัญญาไว้ในครั้งที่แล้วนะครับว่า จะนำเรื่อง “การทำรายการที่มีนัยสำคัญ” มาเล่าให้ฟังกันต่อจากเรื่อง
“รายการที่เกี่ยวโยงกัน”
“การทำรายการที่มีนัยสำคัญ” (Material Transaction: MT) หมายถึง การทำธุรกรรม (ของบริษัท
จดทะเบียนหรือบริษัทย่อย) ที่มีมูลค่าสูงและอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือ
สิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ก.ล.ต. จึงกำหนดให้บริษัทมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลการทำรายการ
ที่มีนัยสำคัญให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทราบ รวมทั้งต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น สำหรับรายการที่มี
ระดับผลกระทบต่อบริษัทตามที่หลักเกณฑ์กำหนด เพื่อสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีและ
คุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนให้ได้รับข้อมูลที่เพียงพอและมีส่วนร่วมตัดสินใจในการทำธุรกรรมที่สำคัญของ
บริษัทจดทะเบียน
อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นนะครับว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างปรับปรุงทั้งหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำรายการที่มีนัยสำคัญ
เพื่อให้ชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุน โดยการ
ปรับปรุงครั้งนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่และมีรายละเอียดค่อนข้างมาก หากเล่าทั้งหมดน่าจะ
ต้องคุยกันต่ออีกหลายตอนเลยครับ ผมจึงขอยกมาเล่าบางเรื่องที่เห็นว่าน่าสนใจสัก 4 – 5 ประเด็นนะครับ
- ปรับปรุงวิธีการคำนวณมูลค่ารายการที่มีนัยสำคัญ
ต้องเล่าก่อนครับว่า ปัจจุบันหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญนั้นกำหนดวิธีการคำนวณมูลค่ารายการไว้
ทั้งหมด 4 เกณฑ์ เพื่อให้บริษัทพิจารณาผลกระทบจากการทำรายการที่จะมีต่อบริษัทอย่างรอบด้าน ทั้งใน
ด้านสินทรัพย์สุทธิ กำไรสุทธิ สินทรัพย์รวม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการออกหุ้นเพิ่มทุน (dilution
effect) โดยในกรณีที่ใช้วิธีคำนวณได้หลายวิธีให้เลือกใช้ “มูลค่าสูงสุด” ที่คำนวณได้ในการพิจารณาว่า
บริษัทมีหน้าที่ต้องดำเนินการอะไรบ้าง เพราะขนาดรายการที่แตกต่างกัน จะมีผลให้บริษัทมีหน้าที่ต่างกันด้วย
ในครั้งนี้ก.ล.ต. มีแนวทางปรับปรุงวิธีการคำนวณมูลค่ารายการจำนวน 3 เกณฑ์ ได้แก่
(1) เกณฑ์สินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิ (Net Tangible Asset) ปรับเป็นเกณฑ์สินทรัพย์สุทธิ(Net Asset) โดยไม่ต้องนำสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนมาหักออก เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากลและสภาวการณ์ดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนไทย
(2) เกณฑ์กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน ปรับคำให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติจริงที่ใช้กันในปัจจุบัน เป็นเกณฑ์กำไรสุทธิ
(3) เกณฑ์มูลค่าหุ้นทุน ไม่นำบริษัทย่อยมาคำนวณและปรับคำจาก “มูลค่าหลักทรัพย์” เป็น “จำนวนหุ้น” เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติจริงที่ใช้ในปัจจุบัน ส่วนเกณฑ์มูลค่ารวมสิ่งตอบแทน คงใช้เกณฑ์เดิมครับ
- ปรับปรุงการดำเนินการตามขนาดรายการ
เมื่อบริษัทหรือบริษัทย่อยทำธุรกรรมที่เข้าข่ายเป็น “รายการที่มีนัยสำคัญ” จะมีหน้าที่ดำเนินการตามที่
ก.ล.ต. กำหนดนะครับ ขึ้นอยู่กับมูลค่ารายการที่คำนวณออกมาได้ว่า เป็นรายการขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือ
ขนาดใหญ่ เช่น ในปัจจุบันกำหนดไว้หากเป็นรายการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 50% บริษัทต้องขออนุมัติ
จากผู้ถือหุ้นและต้องแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) เพื่อจัดทำความเห็นเสนอต่อผู้ถือหุ้นว่าควรอนุมัติ
หรือไม่อนุมัติรายการ
ในการปรับปรุงครั้งนี้ ก.ล.ต. เสนอปรับเป็นรายการขนาดกลางที่มีมูลค่าตั้งแต่ 25% ขึ้นไป (แต่ไม่ถึง 50%)
บริษัทต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยไม่ต้องมี IFA แต่บริษัทต้องรายงานความคืบหน้าการทำรายการตามที่
ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นไปจนกว่ารายการจะแล้วเสร็จหรือยกเลิกรายการ โดยเปิดเผยข้อมูลผ่านตลาด
หลักทรัพย์ฯ และเปิดเผยข้อมูลในแบบ 56-1 One report และหากเป็นรายการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า
50% บริษัทต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นและต้องแต่งตั้ง IFA รวมทั้งต้องรายงานความคืบหน้าเช่นกัน ซึ่งการ
รายงานความคืบหน้านี้เป็นแนวทางที่ ก.ล.ต. เสนอให้มีการดำเนินการเพิ่ม เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบและติดตาม
การทำรายการได้ครับ
นอกจากนี้ ยังเพิ่มสิทธิให้ผู้ถือหุ้นจำนวนรวมกันตั้งแต่ 10% สามารถออกเสียงคัดค้านการทำรายการได้
กรณีคณะกรรมการตรวจสอบ หรือ IFA มีความเห็นว่าผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติการทำรายการ (ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์
เดียวกับรายการที่เกี่ยวโยงกัน)
- ปรับปรุงวิธีการนับรวมรายการที่มีนัยสำคัญ
แม้ว่าในการทำธุรกรรมของบริษัทแต่ละครั้งอาจจะมีมูลค่าไม่สูงและยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องดำเนินการตามที่
ก.ล.ต. กำหนด แต่รายการที่มีนัยสำคัญจะนับรวมเป็นยอดสะสม โดยในปัจจุบันกำหนดให้บริษัทนับทุก
รายการได้มาหรือจำหน่ายไปในระหว่าง 6 เดือน ก่อนวันที่มีการตกลงเข้าทำรายการ ซึ่ง ก.ล.ต. เห็นว่า
การกำหนดในลักษณะนี้อาจเป็นรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่รวมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน และอาจมีกรณีที่
รายการครั้งล่าสุดที่มีขนาดเล็กหรือไม่มีนัยสำคัญ แต่เมื่อรวมกับรายการที่ผ่านมาแล้ว ถึงระดับต้องนำเสนอ
ต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทำให้รายการที่ขออนุมัติผู้ถือหุ้นในครั้งนั้นเป็นรายการขนาดเล็กหรือไม่มีนัยสำคัญ ทำให้
บริษัทมีภาระและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ก.ล.ต. จึงมีแนวทางปรับปรุงให้นับรวมเฉพาะรายการที่มีความเกี่ยวข้องกันหรือเป็นรายการภายใต้โครงการ
เดียวกัน ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 12 เดือน ก่อนวันที่มีการตกลงเข้าทำรายการ โดยไม่ต้องนับรวมรายการที่ได้รับ
อนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว เพื่อให้การขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญอย่างแท้จริง
การพิจารณา “ความเกี่ยวข้องกัน” หรือ “การอยู่ภายใต้โครงการเดียวกัน” สามารถพิจารณาได้จากหลาย
ปัจจัยครับ เช่น การซื้อขายสินทรัพย์หลายชิ้นกับกลุ่มบุคคลเดียวกัน การซื้อขายสินทรัพย์หลายชิ้นที่ใช้
ประโยชน์ร่วมกัน และการซื้อขายหุ้นของบริษัทหรือกลุ่มบริษัทเดียวกันกับหลายบุคคล ซึ่งมีการอธิบาย
รายละเอียดพร้อมยกตัวอย่างไว้ใน “คู่มือ” ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ด้วย
และเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและปกป้องคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุน หลักเกณฑ์กำหนดให้ก.ล.ต. ยังคงมี
อำนาจในการพิจารณาว่ารายการใดเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์รายการที่มีนัยสำคัญ ในกรณีที่เห็น
ว่าเนื้อหาสาระที่แท้จริงของการทำรายการเข้าลักษณะตามที่หลักเกณฑ์กำหนดหรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงการ
ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์รวมถึงหากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทมีเจตนาทำรายการแยกเป็นหลายรายการ
เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก.ล.ต. มีอำนาจพิจารณานับรวมรายการต่าง ๆ ดังกล่าว
เป็นรายการเดียวกันได้ครับ
มาถึงตรงนี้ ต้องย้ำกันอีกครั้งครับว่า ก.ล.ต. คาดหวังว่า กรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนพึงปฏิบัติ
หน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการกำกับดูแล
กิจการที่ดีสร้างความยั่งยืนให้แก่กิจการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาวครับ
**************************
จากบทความ "รายการที่มีนัยสำคัญ : สำคัญอย่างไร ทำไมต้องรายงาน" โดยนายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในคอลัมน์ "คุยกับ ก.ล.ต." นสพ.กรุงเทพธุรกิจ