คริปโท 101 อ่านได้ EP.6 อยากซื้อขายคริปโท ต้องทำยังไง?

29 กรกฎาคม 2564
อ่าน 4 นาที



1. เปิดบัญชีกับ exchange ไทยต้องทำอย่างไร ?

ขั้นตอนแรกของการเปิดบัญชี คือ การเตรียมเอกสารให้พร้อม เช่น บัตรประชาชน สมุดบัญชีธนาคาร สำหรับท่านที่เป็นชาวต่างชาติให้ใช้ passport และเตรียมข้อมูลส่วนตัว เช่น อีเมล ที่อยู่ปัจจุบัน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่ที่ทำงาน อาชีพ ลักษณะอาชีพ บุคคลที่ต้องติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน
เริ่มต้นโดยเข้าไปในเว็บไซต์ exchange หรือแอปพลิเคชัน กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทุกช่อง กรอกให้ละเอียด ทำแบบประเมินและยอมรับความเสี่ยงให้เรียบร้อย 
username กับ password ที่ใช้สำหรับแอปพลิเคชัน หรือ exchange ไม่ควรเหมือนกับที่ใช้ส่วนตัว เพราะหากอีเมลถูกแฮ็ก แฮ็กเกอร์สามารถจะเข้าถึง account ใน exchange ได้ และที่สำคัญควรตั้ง 2FA (Two-Factor Authentication) หรือการยืนยันตัวตน 2 ชั้น จะช่วยให้มีความปลอดภัยมากขึ้น 
ระยะเวลาในการเปิดบัญชี ประมาณ 1 วัน ถึง 1 สัปดาห์ จะเร็วหรือช้าจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือข้อมูลที่กรอกครบถ้วนหรือไม่ หรือมีอะไรผิดพลาดหรือไม่ ปัจจัยที่สองคือ จำนวนคนที่สนใจเข้ามาสมัคร เพราะขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลต้องมีการทำ KYC (know your customer) หรือการทำความรู้จักลูกค้าเพื่อยืนยันตัวตน ถ้ามีจำนวนผู้สมัครมาก อาจใช้ระยะเวลารอค่อนข้างนาน เพราะ exchange ต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้สมัครอย่างเข้มงวด  ดังนั้น ต้องเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย กรอกข้อมูลให้ชัดเจน ทุกอย่างต้องเป็นข้อมูลจริง เพื่อความปลอดภัยและเป็นการคุ้มครองลูกค้าในระยะยาว

2. หลังจากเปิดบัญชีแล้ว ผู้ซื้อขายสามารถใช้บริการอะไรได้บ้าง ?
exchange ในประเทศไทยมีบริการหลายแบบ มีหลายสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดซื้อขายคริปโทและโทเคน ซึ่งจำนวนประเภทเหรียญมากน้อยแตกต่างกันตาม exchange แต่ละราย และมีบริการทางการเงินอย่างอื่น เช่น การฝากสินทรัพย์ดิจิทัล การให้ความรู้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง เป็นต้น

3. ก่อนจะซื้อขายต้องรู้อะไร ?
ต้องศึกษาทำความเข้าใจ 3 เรื่องหลัก ดังนี้
เรื่องแรก คือ ข้อมูลพื้นฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลและการลงทุน เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ ประโยชน์ของเหรียญ ปัจจัยพื้นฐานของเหรียญ เป็นต้น
เรื่องที่สอง คือ ความเสี่ยงของการซื้อขาย มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจจะดูที่มูลค่าตลาด (market cap) ของเหรียญนั้น โดยใช้ปริมาณโทเคนที่อยู่ในตลาดคูณด้วยราคาของโทเคน ซึ่งดูจากเว็บไซต์ที่มีข้อมูล เช่น CoinMarketCap หรือ CoinGecko และในบางเหรียญจะแสดง market cap ไว้บนเว็บไซต์ตัวเองด้วย ซึ่งเหรียญที่มี market cap น้อย จะมีแนวโน้มความเสี่ยงสูง
สำหรับ exchange ไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. จะถูกกำหนดให้ต้องมี “listing rule” คือ exchange จะมีแนวทางคัดเลือกเหรียญมา ให้ซื้อขายบนกระดาน ที่ไม่เป็น scam token  แต่ถ้าเป็น exchange ต่างประเทศ อาจจะไม่ปลอดภัย มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินได้
และเรื่องที่สาม คือ เข้าใจตัวเองว่าเรารับความเสี่ยงแค่ไหน แนะนำให้ใช้เงินเย็น หรือเงินที่สามารถสูญเสียได้ในการซื้อขายจะดีที่สุด

4. การเก็บคริปโทใน wallet สามารถทำอย่างไรได้บ้าง ?
การเก็บคริปโททำได้หลายแบบ โดยอาจสามารถเก็บคริปโทไว้ใน exchange เพื่อความสะดวกสบายในการซื้อขายแลกเปลี่ยน และสามารถคุยกับหน่วยงาน support ของ exchange ขอให้ช่วยเหลือในกรณีที่เกิดปัญหา เช่น ลืม password หรือ log in ไม่ได้ ซึ่ง exchange ส่วนมากจะมีบริการ support เกือบ 24 ชม. และ exchange จะพยายามรักษาความปลอดภัยให้มากที่สุดและให้มีความเสี่ยงที่น้อยที่สุด
ส่วนการเก็บเหรียญไว้กับตัวเอง สามารถทำได้หลายวิธี เช่น mobile wallet, hardware wallet และ paper wallet 
mobile wallet เป็นกระเป๋าสตางค์คริปโทแบบแอปพลิเคชัน จะมี private key ที่ลูกค้าเก็บเอาไว้เอง ซึ่ง private key จะเป็นเหมือนลายเซ็นของเจ้าของบัญชี จึงเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก
hardware wallet มีลักษณะคล้ายกับ flash drive หรือ USB  ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา เมื่อจะใช้ก็นำไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก เพื่อโอนสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าและโอนออกได้ มีความปลอดภัยสูง แต่ความเสี่ยงคือ ถ้าทำหายก็คือหายหมดทันที ราคาของ hardware wallet อยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท ถึง 10,000 บาท 
paper wallet ตอนนี้ไม่ค่อยนิยมใช้กัน ข้อดีคือ ไม่ถูกแฮ็กเพราะว่าอยู่ในกระดาษ แต่โอกาสในการทำกระดาษหายมีสูงมาก ซึ่งถ้าหายก็จะเอาเหรียญในนั้นกลับมาไม่ได้
ทั้งนี้ wallet เปรียบเสมือนกับกระเป๋าสตางค์ หรือตู้เซฟที่เก็บสินทรัพย์ดิจิทัลไว้โดยมีความปลอดภัยหลายระดับ หากจะฝากสินทรัพย์ไว้กับ exchange ต้องดูว่า exchange นั้นเก็บคีย์ไว้กับใคร ต้องใช้กี่ลายเซ็นจึงจะเปิดได้ ซึ่งหาก exchange มีระบบที่ใช้ลายเซ็นหลายคนก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงที่ใครคนใดคนหนึ่งใน exchange จะทำอะไรที่ผิดกฎหมายได้ 

5. ถ้ามีคนพยายามแฮ็ก wallet ของเรา exchange จะรู้ไหม และแก้ไขอย่างไร ?
มีวิธีตรวจสอบและป้องกันได้ตลอดเวลา โดย exchange หลายแห่งมี custodian solution ซึ่งเป็นการยกระดับการดูแลความปลอดภัยของสินทรัพย์ลูกค้า ในบาง custodian เช่น BitGo มีประกันให้ด้วย หากต้องการทราบข้อมูล สามารถถามได้ที่หน่วยงาน support หรือดูข้อมูลใน exchange ได้ว่าแต่ละ exchange นั้น ใช้ custodian ของใคร 
แม้ว่าเก็บสินทรัพย์เอาไว้ใน exchange แต่ก็ควรดูแล username กับ password ของตัวเองให้ดี ใส่ 2FA (Two-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของ wallet โดยส่วนมาก ในการทำ 2FA จะนิยมใช้ google authenticator ซึ่งหลังจากที่เข้า account ของเรา โดยใส่ username ใส่ password เรียบร้อยแล้ว แอปจะขึ้นให้ใส่เลข 6 หลัก ซึ่งเลข 6 หลักนี้มาจากแอป authentication อีกขั้นหนึ่ง เหมือนเป็นประตูบานที่สองที่จะต้องเปิดเพื่อเข้าถึงบัญชีของเรา 

6. การซื้อขายหรือโอนคริปโท มีกลไกอย่างไร ?
การซื้อขายคริปโทใน exchange ใช้เวลาไม่นาน สามารถฝากและถอนได้ 24 ชม. 7 วัน โดยปกติแล้วใช้เวลาประมาณ 1 นาที ก็จะเข้าใน account ของเราเลย ไม่ได้ใช้เวลาเหมือนหุ้นหรือกองทุนรวม ที่ใช้เวลา T+1 หรือ T+2 อยู่บ้าง โดยการซื้อขายไม่จำเป็นต้องซื้อด้วยเงินก้อนใหญ่ เช่น ถ้าบิตคอยน์ราคา 1,600,000 บาท เราสามารถซื้อเพียงแค่ 0.001 บิตคอยน์ก็ได้ โดยชำระเงินเพียงแค่ 160 บาทเท่านั้น การโอนก็ค่อนข้างสะดวก โดยใช้ address หรือ QR code 

7. อยากโอนคริปโทที่อยู่ใน exchange ต่างประเทศมาที่บัญชีไทย ทำได้หรือไม่ ?
ทำได้ โดยมีขั้นตอนคร่าว ๆ ดังนี้
1. เข้า exchange ที่ไทย กดฝากเหรียญดิจิทัลที่เราเลือก จะมี address ขึ้นมาเป็นตัวเลขยาว ๆ ให้ copy address นี้ไปให้หมด ย้ำว่า ใช้ copy ไม่แนะนำให้พิมพ์เองเพราะอาจพิมพ์ผิด เมื่อโอนผิดพลาดไปแล้ว จะตามกลับมาได้ยากมาก
2. จากนั้น เข้าไปใน exchange ต่างประเทศ กดถอนเหรียญดิจิทัลที่เราเลือก ระบบทางฝั่ง exchange  ต่างประเทศก็จะขึ้นให้เราใส่ address ที่เราต้องการจะโอนไป เราก็ paste ตัวเลข address ที่เรา copy ไว้ ตามข้อ 1. ใส่เข้าไป
3. การยืนยันธุรกรรมด้วยการเข้าไปในอีเมล แล้วกดคอนเฟิร์มว่าเราจะทำรายการนั้นจริง โดยในการโอนจะมีค่า gas fee ที่ต้องจ่ายให้กับ exchange ด้วยเมื่อเราโอนเหรียญ ซึ่ง exchange ส่วนมากก็จะให้ลูกค้ายืนยันธุรกรรมด้วยการเข้าไปคอนเฟิร์มในอีเมล ส่วนระยะเวลาหรือความรวดเร็วของการโอนข้าม exchange ขึ้นอยู่กับเหรียญนั้นด้วย เช่น บิตคอยน์ อาจจะใช้เวลาสักพัก ส่วน USDT อาจจะทำได้รวดเร็วกว่า 
เน้นย้ำว่า เวลาโอนสินทรัพย์ดิจิทัลให้ดู address ให้ดี ไม่แนะนำให้พิมพ์เอง เพราะถ้าเราพิมพ์ผิดเมื่อโอนไปแล้ว ทาง exchange ไม่สามารถที่จะช่วยเอาสินทรัพย์ดิจิทัลคืนมา ไม่เหมือนกับโอนพร้อมเพย์หรือโอนเงินผิดธนาคารที่ธนาคารช่วยเหลือได้ แต่ในกรณีของคริปโทเคอร์เรนซี ถ้าโอนไปแล้ว หายก็คือหายเลย 

8. ฝากทิ้งท้าย ถึงคนที่จะเริ่มซื้อขายคริปโท
ในการซื้อขายคริปโทมีความเสี่ยง และแต่ละเหรียญมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน ควรศึกษาข้อมูลก่อน ตัดสินใจว่าจะซื้อขายเหรียญใด 
ถ้าอยากจะรู้จักกับเหรียญใด ก็เข้าไปในเว็บไซต์ของทุก exchange ได้เลย ซึ่ง exchange จะมี coin page ให้ลูกค้าเข้ามาดูเพื่อศึกษาว่าแต่ละเหรียญดิจิทัลนั้นเป็นอย่างไร white paper เขียนว่าอย่างไร มีแผนระยะยาวคืออะไร 
แต่ละเหรียญจะมี community ของตนเอง ซึ่งอาจจะอยู่ใน telegram หรืออาจจะอยู่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ  เราสามารถ join community เข้าไปถามคำถามได้ และมีกราฟให้ดูเพื่อดูจังหวะขึ้นลง  
เวลาเราดูเหรียญมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น เทคโนโลยีที่เขาจะสร้าง เกิดขึ้นหรือยัง สามารถที่จะทำซ้ำได้หรือไม่ ในกรณีทำซ้ำ จะส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหรือไม่ 
เหรียญคริปโทบางตัวมีความผันผวนสูง เราสามารถเข้าไปดูกราฟความผันผวนที่ exchange แต่ละแห่งได้ และยังสามารถดู price signal ว่า ราคาเหรียญมีทิศทางขึ้นหรือลง ซึ่งสิ่งที่สำคัญ คือ ควรศึกษาให้ครบทุกด้านก่อนซื้อขาย
          _______________

อ้างอิงจากความรู้พื้นฐาน คริปโท 101 ตอนที่ 6 หัวข้อ "อยากซื้อขายคริปโท ต้องทำยังไง?” โดย คุณพราว ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์และการตลาด บริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 ทางเฟซบุ๊กเพจ สำนักงาน กลต. และ Start-to-invest โดยข้อคิดเห็นที่ปรากฏนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของวิทยากร มิใช่ของสำนักงาน ก.ล.ต.
สามารถดูคลิปฉบับเต็มได้ที่ https://youtu.be/wAQISl6H5R4 ​