
1. หุ้นกับคริปโท เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?
- หุ้น เป็นสินทรัพย์แบบดั้งเดิม (traditional asset) ผู้ถือหุ้นจะมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัทร่วมกับคนอื่น ๆ โดยสิ่งที่ได้รับ คือ สิทธิในการออกเสียง หากบริษัทออกนโยบาย ผู้ถือหุ้นมีสิทธิบอกความต้องการของตนเอง โดยผู้ถือหุ้นใหญ่หรือในสัดส่วนมากสามารถกําหนดทิศทางของบริษัทได้ ในกรณีที่บริษัทมีกำไรสะสม บางโอกาสจะมีปันผล ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับเงินปันผลด้วย
- คริปโท เป็นระบบที่กระจายศูนย์บนระบบบล็อกเชน (blockchain) จึงไม่ได้กําหนดหน้าที่ การได้รับปันผล หรือสิทธิในการโหวตแต่อย่างใด ซึ่งขอบเขตของคําว่า คริปโท ค่อนข้างกว้าง เบื้องต้นจะแบ่งได้คร่าว ๆ 2 ประเภท คือ คริปโทเคอร์เรนซี และ digital token
คริปโทเคอร์เรนซี จะเป็นเหมือน payment token ที่นำไปใช้จ่ายได้ในเครือข่าย เช่น บิตคอยน์ ที่จะโอนให้ใครก็ได้ที่มีกระเป๋าเงินดิจิทัลอย่างเสรี ผ่านบล็อกเชนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ โดยมีคนช่วยกันยืนยันธุรกรรมทั่วโลกผ่านกระบวนการ “ขุด” ผู้ที่ขุดจะได้ค่าธรรมเนียมจากการช่วยยืนยันธุรกรรม เห็นได้ว่า คริปโทเคอร์เรนซี จะมี stakeholder หลายส่วน ไม่เหมือน หุ้น ที่ถือไว้ก็ได้รับปันผล สิทธิการโหวต
digital token ที่รู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือ utility token และ investment token
(1) utility token คือ โทเคนที่พร้อมใช้งาน มีสิทธิกำหนดไว้ว่าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการบางอย่างบนเครือข่ายหนึ่งได้
(2) investment token จะคล้ายคลึงกับหุ้นมากกว่า utility token เป็นโทเคนที่กำหนดสิทธิของผู้ลงทุนไว้ล่วงหน้า โดยผู้ระดมทุนมีโครงการลงทุนสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการบางอย่าง จึงระดมทุนด้วยการออกโทเคน มีกระบวนการ due diligence ที่ทำผ่าน ICO portal หนึ่งในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ ก.ล.ต กำกับดูแล วิธีการคล้ายกับการออก IPO (การเสนอขายหุ้นต่อประชาชน) แต่ในสินทรัพย์ดิจิทัลจะเรียกว่า ICO (Initial Coin Offering) และมีสิทธิแตกต่างกัน หุ้นจะมีลักษณะการเป็นเจ้าของร่วม สิทธิได้ปันผล สิทธิออกเสียง แต่ investment token จะจำกัดสิทธิกว่า อาจไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัท แต่จะได้สิทธิหรือผลประโยชน์บางอย่างจากการพัฒนาโครงการ - สำหรับ utility token อาจแยกประเภทออกมาได้อีก อาทิ โทเคน ที่ลักษณะคล้ายกับ capital asset (สินทรัพย์จากการลงทุน) ที่นอกจากจะกำหนดสิทธิพร้อมใช้แล้ว อาจมีประโยชน์อื่นจากการถือด้วย เช่น ได้รับแจกเหรียญฟรี (airdrop) ได้สิ่งตอบแทน (reward) ซึ่งเรียกว่า การ staking
- การ staking คือ การเอาเหรียญไปวางไว้ในจุดที่ทำให้เกิดรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยทำให้เครือข่ายนั้นปลอดภัย หรือช่วยยืนยันธุรกรรมในทางคณิตศาสตร์ โดยผู้ที่ใช้บริการจะจ่ายค่าธรรมเนียม กลับมาเป็นผลตอบแทน (yield) ให้คนที่ staking โทเคนประเภทนี้จะคล้ายกับหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือพันธบัตร ที่มีผลตอบแทนให้ผู้ถือ
- นอกจากนี้ ยังมี โทเคน อีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเป็นโภคภัณฑ์ (commodity) หรือ consumable (ใช้แล้วหมดไป) ซึ่งจะคล้ายกับคริปโทเคอร์เรนซี เอาไปใช้จ่ายในเครือข่าย ใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ หรือนำไปเป็น “วัตถุดิบดิจิทัล” เพื่อต่อยอดการพัฒนาได้
- จะเห็นว่า สินทรัพย์ดิจิทัล มีความหลากหลายกว่าเมื่อเทียบกับหุ้น โดย หุ้น มีกฎหมายกำหนดชัดเจนตายตัว ส่วนสินทรัพย์ดิจิทัลถูกกำหนดบนบล็อกเชนที่เขียนบนคอมพิวเตอร์ จึงมีความหลากหลายและเพิ่มเงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปได้
2. การซื้อขายคริปโท ใช้หลักการเดียวกับหุ้นได้หรือไม่ ?
- การซื้อขายหุ้น มีหลักการหลายแบบ อาทิ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (fundamental) หรือสายลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investing : VI) ก็จะพิจารณาหุ้นจากการดูพื้นฐานบริษัท เช่น งบการเงิน รายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สิน กำไร และดูกำไรเมื่อเทียบกับราคาหุ้นผ่าน P/E ratio (price to earnings ratio) บางบริษัทอาจจะยังไม่มีกำไรก็ดูที่ยอดขาย (price to sales ratio) หรือดูที่การเติบโตของบริษัท
- ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนอื่นต้องดูว่า คริปโทเคอร์เรนซีหรือ digital token นั้นอยู่ในหมวดไหน ถึงจะสามารถใช้รูปแบบการประเมินมูลค่า (valuation model) ให้ถูกต้องได้
- สมมติ ถ้ามองคริปโทเคอร์เรนซีเป็นทองคำดิจิทัล อย่างบิตคอยน์ ที่ถูกมองว่ามีจำนวนจำกัด 21 ล้านบิตคอยน์ มีอัตราการผลิตที่คาดเดาได้ว่า ทุก 10 นาทีจะมีบิตคอยน์ออกมาเท่าไร และใช้เวลากี่ปีจะออกมาครบทั้งหมด ก็จะมีวิธีประเมินมูลค่าบิตคอยน์ อาทิ
- วิธีแรก ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า stock to flow (จำนวนที่จะเข้ามาใหม่เทียบกับจำนวนที่มีอยู่ในตลาด) เพื่อดูสภาพคล่อง ปริมาณ และความต้องการ เพื่อประเมินว่ามูลค่าควรจะเป็นเท่าไร รวมทั้งดูสัดส่วนปริมาณในปัจจุบันและปริมาณการผลิตทุกปี เพื่อคาดการณ์ราคา และเมื่อเปรียบเทียบกับราคาทองคำที่มีคุณลักษณะคล้ายกันแล้ว บิตคอยน์มีราคาที่ถูกหรือแพง
- วิธีต่อมา คือ ดูอัตราการหมุนเวียนของเงิน (velocity) ที่จะพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจจากการหมุนเวียนเปลี่ยนมือของเงินหรือธนบัตร ก็จะเอาค่าดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับการหมุนเวียนของบิตคอยน์ เพื่อพิจารณาว่า ควรมีมูลค่าเท่าไร
- ด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิค (technical analysis) เป็นการดูกราฟระดับการซื้อ-ขาย ความเคลื่อนไหวของราคา มาประกอบการตัดสินใจ ตัวอย่างดัชนีที่ใช้วิเคราะห์ เช่น
- ดัชนี RSI (Relative Strength Index) เป็นดัชนีที่ได้รับนิยม หากค่าดัชนีสูง แสดงว่า มีการซื้อเหรียญนั้นจำนวนมากในเวลาสั้น ส่งผลให้มูลค่าเหรียญสูงขึ้น ซึ่งผู้ลงทุนอาจมองว่า มีการเข้าซื้อมากเกินไป แปลว่า ราคาอาจจะปรับตัวลงมาได้ในระยะต่อไป เป็นวิธีการวิเคราะห์แนวโน้ม mean reversion (ราคากลับไปสู่ค่าเฉลี่ย) เช่น ถ้าขึ้นสูงสักพักราคาจะลง หรือถ้าลงมาก สักพักราคาจะกลับขึ้นมา
- นอกจากนี้ อาจจะดูความเคลื่อนไหวในบล็อกเชน เมื่อโอนข้ามกันไปมา เป็นสัญญาณหนึ่งที่จะบอกว่า ตอนนี้มีแรงซื้อ-ขาย มากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นการดูในเชิงการชำระเงิน (means of payment) เพื่อวิเคราะห์มูลค่า
- กรณีเป็นคริปโทหรือโทเคนที่มีลักษณะคล้าย capital asset ที่มีดอกเบี้ยหรือรางวัลที่ได้มาจากการถือเหรียญด้วย คล้าย ๆ กับการถือหุ้นที่มีการปันผล วิธีการใช้ประเมินมูลค่าความถูกแพงของกิจการ จะดู การคิดลดกระแสเงินสด (discounted cash flow analysis) จะดูได้ว่าถ้าเราถือตรงนี้ไปในแต่ละปี จะได้กระแสนเงินสด (cash flow) กลับมาเท่าไร เมื่อเอามาบวกกันแล้ว ควรจะมีมูลค่าประมาณเท่าไร
- ดังนั้น กรณีบริษัทมีโครงการที่มี cash flow ก็จะคำนวณโดยนำ cash flow นี้มาเปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดของเหรียญ (ราคา x ปริมาณเหรียญ) จะได้เป็นมูลค่าทางตลาดของโครงการนั้น ๆ จากนั้นนำมาวิเคราะห์การใช้งาน การจ่ายค่าธรรมเนียม ก็จะพอประเมินได้ว่ามูลค่าของเหรียญตอนนี้เป็นเท่าไร ถอดออกมาเป็น price to sales ratio ได้ หลักการง่าย ๆ คือ การเปรียบเทียบว่ามูลค่าที่กำลังสร้างให้กับระบบเศรษฐกิจเทียบกับราคาของตัวเอง อันไหนถูก อันไหนแพง ใช้หลักคิดเดียวกันกับการซื้อขายหุ้น
- การประเมินมูลค่าคริปโทเป็นศาสตร์ใหม่ การตีมูลค่าของคริปโทเคอร์เรนซี หรือ digital token ปัจจุบันยังไม่มีการตีพิมพ์วิธีการอย่างแพร่หลาย การจะเลือกใช้ model ใด ก็ต้องระมัดระวัง การตีมูลค่าของคริปโทเคอร์เรนซี หรือ digital token ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่จะมาพร้อมความเสี่ยง เพราะฉะนั้น จะต้องระวังกันว่า model ที่เราใช้ มีสมมติฐานอะไรบ้าง และจริงเท็จแค่ไหน ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริง
3. มารู้จักคำสั่งในการซื้อขาย
- การซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี วิธีการหลักคิดคล้ายเหมือนการลงทุนในหุ้น ประเภทออเดอร์ที่ส่งคำสั่งซื้อขายไปยังศูนย์ซื้อขาย หรือว่าไปที่ broker ซึ่งจะมีความคล้ายกับหุ้น เช่น
- market order คือ การซื้อในตลาด ราคาเท่าไร ก็ซื้อในราคานั้น
- limit order คือ การตั้งคำสั่งซื้อที่กำหนดราคาล่วงหน้า ถ้าราคาตอนนี้แพงเกินไปยังซื้อไม่ได้ จนกว่าราคาลงมาถึงที่ตั้งค่าไว้ ก็จะทำการซื้อให้อัตโนมัติ
- stop order ราคาที่กำหนดไว้เพื่อขาย การใช้ stop คือการบริหารความเสี่ยงอย่างหนึ่ง สมมติว่าเราถือ คริปโทเคอร์เรนซีอยู่ 1 บิตคอยน์ ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าร่วงลงมาเหลือ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตัว stop order จะตัดขายให้ทันที เป็นการกำหนดไว้ว่าจะไม่ขาดทุนไปมากกว่า 5,000 ดอลลาร์ เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยบริหารความเสี่ยง
- stop order มีหลายประเภท ทั้ง stop order ที่ตั้งทิ้งไว้เลย และ trailing stop order ที่ปรับราคาตามสถานการณ์ กรณีที่บิตคอยน์ขึ้นจาก 55,000 ดอลลาร์ไปเป็น 60,000 ดอลลาร์ ตัว stop price ที่เคยตั้งทิ้งไว้ที่ 50,000 ดอลลาร์ ก็สามารถปรับขึ้นเป็น 55,000 ได้
4. คริปโทมีการบริหารความเสี่ยงอย่างไร ?
- การซื้อขายในคริปโทเคอร์เรนซีแตกต่างจากหุ้น โดย หุ้น มีหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น โทรคมนาคม สินค้าเกษตร สินค้าโภคภัณฑ์ การกระจายความเสี่ยงของการลงทุนจึงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า แต่ละ sector นั้น มีความสัมพันธ์กันไม่มาก ราคาเคลื่อนไหวไม่เป็นไปทางเดียวกัน กรณีราคาตัวหนึ่งเพิ่ม อีกตัวอาจจะลดลง ซึ่งจะชดเชยกัน ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
- ส่วน คริปโทเคอร์เรนซี ในปัจจุบันมีความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลค่อนข้างสูง กรณีราคาของบิตคอยน์ร่วงลงไป ก็จะทำให้ราคาของสินทรัพย์ดิจทัลอื่น ๆ ร่วงลงไปเช่นกัน ความคล้ายคลึงของราคาทำให้การกระจายความเสี่ยงระหว่างคริปโทเคอร์เรนซีหรือสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกันทำได้ยาก
- การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตคริปโท ส่วนใหญ่จะเป็นการแบ่งสัดส่วนระหว่างเงินสดหรือ stablecoin กับคริปโทเคอร์เรนซีที่มีความผันผวน เมื่อคริปโทราคาขึ้นก็จะขายทำกำไรเพื่อกลับมาถือเป็นเงินสดหรือ stablecoin เป็นหนึ่งในวิธีการบริหารความเสี่ยงในวงการคริปโท ส่วนหลายคนเลือกกระจายลงทุนคริปโทหลายตัวในพอร์ต เช่น ลงคริปโท 100 ตัว ตัวละ 1% ในกรณีที่ราคาคริปโททั่วโลกลดลงก็มีโอกาสร่วงพร้อมกัน จึงยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก
- ขอแนะนำให้บริหารความเสี่ยงระหว่างเงินสดและคริปโทเคอร์เรนซี ให้ได้สัดส่วนที่ตัวเองรับได้ เช่น ถ้ารับได้ว่าคริปโทเคอร์เรนซีในพอร์ตร่วงได้มากสุด 20% และเมื่อประเมินการปรับฐานราคาคริปโทลงมากที่สุดคาดว่าจะอยู่ 50% ในพอร์ตจะต้องมีคริปโทในสัดส่วนราว 40% ที่มีโอกาสหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือ 60% เป็นเงินสด ตรงนี้จะเป็นวิธีคิดง่าย ๆ ของการบริหารความเสี่ยง
- การบริหารความเสี่ยงอีกแบบหนึ่ง คือ การพิจารณาพื้นฐานของโครงการ โดยโครงการพัฒนาคริปโทเคอร์เรนซีที่เพิ่งเกิดใหม่ยังไม่ได้มีบททดสอบมากพอ ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าโครงการที่เกิดมานานอย่างบิตคอยน์หรืออีเธอเรียม การบริหารความเสี่ยงต้องดูพอร์ตในฝั่งคริปโท ควรกันเงินส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีความน่าเชื่อถือสูงก่อน และถ้าเป็นสายซิ่งอาจจะแบ่งไปลงแค่ส่วนเล็ก ๆ ด้วยวงเงินที่เสียได้ เพราะมีความเสี่ยงสูงมากอาจจะร่วงไปถึง 90% ภายในเวลาไม่นาน
5. มีบัญชี exchange สินทรัพย์ดิจิทัล สามารถใช้ซื้อหุ้นได้ด้วยไหม ?
- แม้มีบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลกับ exchange หรือ broker สินทรัพย์ดิจิทัลในไทย จะยังไม่สามารถซื้อหุ้นได้ บัญชีหุ้นกับคริปโทเคอร์เรนซีจะแยกกันอย่างชัดเจน นอกจากว่าบริษัทนั้นจะมีใบอนุญาตพาไปซื้อหุ้น แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีบริการนี้
- การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน broker กับ exchange มีความแตกต่างกัน
- การซื้อขายผ่าน exchange คือ การทำให้ผู้ซื้อไปเจอกับผู้ขายที่อยู่ในวงเดียวกัน สมมติว่า มีคนไทยคนหนึ่งมี 1 บิตคอยน์มาขาย เราก็อาจจะไปซื้อกับเขาได้ ผ่านศูนย์ซื้อขายในประเทศ
- ส่วน broker หรือนายหน้าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ก็จะมีใบอนุญาตอีกประเภทหนึ่ง ที่พาผู้สนใจไปซื้อขายในศูนย์ซื้อขายต่างๆ ได้ทั้งในและต่างประเทศ ถ้าต่างประเทศมีสภาพคล่องสูง และสามารถเข้าถึงเหรียญหลากหลายประเภทที่มีเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่ง broker มีหน้าที่ให้ข้อมูลกับผู้ซื้อขาย เช่น อัปเดตราคาเหรียญ ข่าวสารหรือปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไป รวมทั้งมีบทวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อขาย
- สำหรับ dealer หรือ ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล คือ ผู้ที่เข้ามารับซื้อรับขายกับเรา (counterparty) ซึ่งผู้ซื้ออาจจะเข้าเว็บไซต์ แล้วบอกว่า ต้องการซื้อ 1 บิตคอยน์ ทาง dealer จะนำ 1 บิตคอยน์มาขายให้ ในราคาที่กำหนด โดย dealer จะมีของพร้อมขาย ซึ่งลักษณะคล้ายกับการซื้อเงินตราต่างประเทศที่สนามบิน
6. ในต่างประเทศมีกองทุนคริปโทหรือไม่ ?
- ปัจจุบันการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี นอกจากไปซื้อจาก exchange เอง ที่เรียกว่าเป็นการซื้อแบบ spot แล้ว ยังมีการซื้อผ่านกองทุนต่าง ๆ ด้วย กองทุนที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศจะเป็นรูปแบบกองทรัสต์ เช่น หลายคนรู้จักกันคือ Grayscale ที่ให้ผู้ลงทุนมาซื้อหน่วยลงทุนในกองทรัสต์ได้ ซึ่งรูปแบบนี้มีการอัตราการเติบโตสูง เพราะการซื้อผ่านกองทรัสต์มีข้อดีอย่างหนึ่งในเรื่องมีระบบการจัดเก็บที่ปลอดภัย
- นอกจากนี้ ยังมี Exchange Traded Fund หรือ ETF (กองทุนรวมดัชนี) ผู้ลงทุนสามารถซื้อบิตคอยน์ผ่านกองทุน ETF ได้ ข้อดีของการซื้อ ETF มีความคล่องตัว เข้าออกได้โดยเสรี เช่น นำหน่วยลงทุนไปแลกเป็นบิตคอยน์จริง ๆ มาได้
- ขณะเดียวกัน ยังมีกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) ที่มีกลยุทธ์ที่มากกว่าการถือเหรียญไว้เฉย ๆ (beta) โดยกองทุนประเภทนี้จะดูว่าควรจะซื้อหรือขายตอนไหน มีการบริหารกองทุนที่ซับซ้อนมากขึ้น (alpha)
- ในประเทศไทย จะมีใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ลักษณะจะแตกต่างจากต่างประเทศที่เป็นกองทรัสต์หรือ ETF โดยประเทศไทยจะคล้ายกับ private fund มากกว่า ที่นำเงินของผู้ลงทุนมาบริหารให้ ก็จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป อย่างการซื้อ ETF ที่ต่างประเทศจะเป็นการซื้อให้แล้วถือไว้เฉย ๆ แต่หากเป็นผู้จัดการเงินทุนจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการบริหารเพื่อให้เกิด alpha ได้ เช่น จังหวะกำลังจะลงก็อาจจะขาย หรือกำลังจะขึ้นก็ซื้อกลับเข้าไป
7. ไม่เคยลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์ มาเริ่มซื้อขายคริปโทเลยได้ไหม ?
- ปัจจุบันมีการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี หรือคริปโทแอสเซทค่อนข้างมากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ ความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ
- ความเสี่ยงการจัดเก็บ ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็น “spot แพลตฟอร์ม” ที่ซื้อเหรียญแล้ว หากไม่ฝากไว้ที่ exchange ผู้ซื้อขายก็จะจัดเก็บเอง ซึ่งความเสี่ยงของการเก็บเอง คือ ถ้าทำรหัสหรือ private key หาย เงินนั้นจะไม่มีใครกู้กลับมาให้ได้และจะหายไปเลย
- ความเสี่ยงการตั้ง password ในกรณีฝากไว้กับเว็บไซต์ก็ต้องแน่ใจว่า มีการเข้าถึงที่ปลอดภัย ตั้ง password ได้ดี ไม่มีคนสุ่ม password แล้วเข้ามาขโมยเงินได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่กับเว็บไซต์ที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และกำกับดูแลโดย ก.ล.ต. ก็ตาม แต่ถ้า password ไม่ปลอดภัย เงินก็จะไม่ปลอดภัยเช่นกัน ทั้ง exchange หรือ broker หรือจะใครก็ตาม จะไม่สามารถช่วยได้ ซึ่งการตั้ง password แนะนำให้ติดตั้ง 2FA ด้วย ทำให้ความปลอดภัยของบัญชีนั้นทวีคูณขึ้น
- ความเสี่ยงจากการซื้อขาย ผู้ซื้อขายต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี ต้องแน่ใจว่าเงินของเราไม่อยู่ในคริปโทเคอร์เรนซีมากเกินไป หากจะซื้อขายก็ควรอยู่ในวงเงินที่เสียได้
_______________