มาทำความรู้จักหน้าที่และระบบงานของ บล. ก่อนตัดสินใจลงทุน

08 มกราคม 2569
อ่าน 4 นาที



ชวนมาทำความรู้จักหน้าที่ และระบบงาน บล. ก่อนเริ่มลงทุนกัน ว่า 
  • บล. คือใคร?  บทบาทหน้าที่ของบล. ในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอย่างไร? 
  • รู้จักระบบงานของ บล. ว่ามีโครงสร้างอย่างไร?
  • รู้จัก มาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของ บล. และเทคนิคดี ๆ ในการพิจารณาเลือก บล. ความรู้ดีๆ ที่ช่วยให้ลงทุนได้อย่างมั่นใจ 




บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ เช่น นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ค้าหลักทรัพย์ จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน เป็นต้น โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. บทบาทหน้าที่ของ บล. ในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ Broker ที่มีต่อผู้ลงทุน
  1. เป็นตัวกลางระหว่างผู้ลงทุนกับตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรับส่งคำสั่งซื้อ–ขายหลักทรัพย์ ไปยังระบบของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนต้อง “เปิดบัญชี” กับ บล. ก่อน และจ่ายค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียม ฯลฯ ตามสัญญาที่ตกลงกัน
  2. ในการติดต่อกับผู้ลงทุน บล.ต้องทำความรู้จักและประเมินระดับการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน ผ่านกระบวนการ Know Your Customer (KYC) และ Suitability Test เพื่อให้คำแนะนำการลงทุนและผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับประเภทและความเสี่ยงของผู้ลงทุน
  3. บล. ต้องมีมาตรฐานในการประกอบธุรกิจตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น มีการแยกทรัพย์สินของลูกค้า มีการดำรงเงินกองทุน มีระบบงานที่จัดการความเสี่ยงและป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  4. บล. อาจมีการให้บริการอื่นๆ เช่น การยืมและการให้ยืมหลักทรัพย์ (SBL) การรับฝากทรัพย์สิน การจัดทำบทวิเคราะห์ การจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน
​“บล. ต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบตามหลักการ Responsible Business เพื่อลูกค้าได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนที่ดีที่สุด (Best Investment Outcomes) มีความซื่อสัตย์สุจริต ใช้ความรู้ความสามารถเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ (Fiduciary Duty) และคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ (Putting Investor First)”





บล. มีโครงสร้างองค์กร ระบบงาน บุคลากรที่เหมาะสม มีมาตรฐานการให้บริการลูกค้า มีการบริหารจัดการความเสี่ยง การป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการใช้ข้อมูลภายใน โดยระบบงานของบริษัทหลักทรัพย์ แบ่งเป็น Front Office และ Back Office ดังนี้

Front Office (ส่วนหน้าในการติดต่อและให้บริการลูกค้า): 
     - เปิดบัญชี ทำ KYC เพื่อจัดประเภทผู้ลงทุน และให้คำแนะนำโดย IC/IP ตามความเสี่ยงที่รับได้
     - รับคำสั่งซื้อขายผ่านช่องทางของ บล. และยืนยันรายการแก่ผู้ลงทุน

Back Office: มีระบบงานหลักๆ เช่น
  • ระบบการบริหารจัดการความเสี่ยง คือ ฝ่ายบริหารความเสี่ยง (Risk Management) กำหนดมาตรการป้องกัน จัดการความเสี่ยง และบริหารความเสี่ยงของบริษัท/ผลิตภัณฑ์
  • ระบบการดูแลทรัพย์สินลูกค้า คือ ฝ่ายชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (Settlement) มีระบบการรับและส่งมอบทรัพย์สินของลูกค้า และจัดเก็บหลักฐานการทำธุรกรรม
  • ระบบงานในการกำกับดูแลการปฏิบัติงาน คือ ฝ่ายกำกับและควบคุม (Compliance) ดูแลการดำเนินงานของบริษัทและพนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ จรรยาบรรณ และนโยบายที่กำหนด 
  • ระบบการจัดการและจัดเก็บข้อมูล คือ ฝ่ายปฏิบัติการข้อมูลลูกค้า (Operation) ดูแลระบบการจัดการ และจัดเก็บข้อมูลการเปิดบัญชีลูกค้า และหลักฐานประกอบธุรกิจ
  • ระบบตรวจสอบและควบคุมภายใน คือ ฝ่ายตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ประเมินประสิทธิภาพ สอบทานความถูกต้อง ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
  • ระบบงานเพิ่มเติม คือ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนในผลิตภัณฑ์ตลาดทุน (Research) จะให้บริการข้อมูล บทวิเคราะห์การลงทุน 




รู้จักการป้องกันและจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบริษัทหลักทรัพย์ 

     1. มีการจัดโครงสร้างองค์กรเพื่อป้องกันและจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ คือ
         - การแยกส่วนปฏิบัติงานระหว่าง Front Office และ Back Office ป้องกันการล่วงรู้ข้อมูล (Segregation of Duties)
         - แบ่งแยกพื้นที่การปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านการลงทุนออกจากหน่วยงานอื่น เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Chinese Wall)

     2. มีการบริหารจัดการและจำกัดการใช้ข้อมูลภายใน
        - เพื่อป้องกันการซื้อขายหรือทำธุรกรรมที่น่าจะเอาเปรียบต่อผู้ลงทุนทั่วไป (Insider Trading) 
        - ป้องกันการทำธุรกรรมเพื่อประโยน์ตนเองหรือบุคคลอื่น ก่อนดำเนินการเพื่อลูกค้า (Front Running)
        - เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ โดยนำข้อมูลการซื้อขำยของลูกค้ามาใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัวของพนักงาน และการถ่ายเทผลประโยชน์จากการซื้อขายของพนักงาน

ตัวอย่างมาตรการ : มีการกำหนด Access Person ในการใช้ข้อมูลภายใน มีระบบการเก็บรักษาข้อมูล มีการจัดทำบัญชีรายชื่อหุ้นเฝ้าระวัง (Watch List) และ ห้ามซื้อขาย (Restricted List) 

“นอกจากนี้ บล. ต้องเปิดเผยข้อมูลการทำธุรกรรมที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่สามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด เช่น การเปิดเผยไว้ในบทวิเคราะห์ของ บล. ว่า นอกจากเป็นผู้ประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ ของ บมจ. ตามบทวิเคราะห์แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นให้แก่ บมจ. ดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้ใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจ เป็นต้น”




 6 เทคนิคในการพิจารณาเลือกบล. 

     1. เลือกใช้บริการ บล. ที่ได้รับอนุญาตจากทางการ
        - อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและมีมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุน 
        - ตรวจสอบ บล. ที่ได้รับใบอนุญาตจาก แอปพลิเคชั่น SEC Check First
     2. ตรวจสอบฐานะการเงินของ บล. เพื่อดูความมั่นคงเพียงพอที่จะดูแลเงินและสินทรัพย์ของลูกค้าในช่วงตลาดผันผวน 
        - งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี และอัตราส่วนทุนต่อสินทรัพย์
        - อัตราเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital Ratio: NCR) ในรายงานประจำปีของแต่ละ บล. ซึ่งต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด
     3. พิจารณา “ค่าธรรมเนียม” ให้สอดคล้องกับสไตล์การลงทุน
     4. พิจารณา “แพลตฟอร์ม” ที่ บล. ให้บริการว่าใช้งานง่ายและรองรับฟีเจอร์ที่ต้องการหรือไม่
     5. บริการเสริมที่ให้สอดคล้องกับความต้องการ เช่น บทวิเคราะห์, การให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว
6. ผลิตภัณฑ์ที่ บล. เสนอขาย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และระดับความเสี่ยงการลงทุนที่รับได้

**รู้หรือไม่ -> บริษัทหลักทรัพย์ จะมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องภายในบริษัท หากไม่ได้รับการแก้ไข สามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

                                          ************************************